ข่าวที่น่าสนใจในจังหวัด

ปีเสือไฟท่องเที่ยว “สุโขทัย-กำแพงเพชร” เตรียมโกยรายได้ 2 พันล้าน

โพสต์เมื่อ :21 ม.ค. 53
       ททท.สำนักงานสุโขทัยตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวปี 53 ทั้งสุโขทัยและกำแพงเพชรจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 หรือเกือบ 2 พันล้านบาท เหตุทั้ง 2 จังหวัดมีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยวเกือบทุกแขนงโดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรมถือเป็นจุดขายที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจ รวมทั้งมีการปรับปรุงและแก้ไขหลายเรื่องเพื่อรองรับตลาดท่องเที่ยวที่จะขยายตัวอีกมาก
      
       น.ส.จิตติมา สุขผลิน ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย เปิดเผยถึงภาวการณ์ท่องเที่ยวว่า แม้ช่วงปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของไทยโดยรวม จะติดลบเกือบ 20% จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลก ปัญหาโรคระบาด และราคาน้ำมันแพง แต่สำหรับในปี 53 สถานการณ์ได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง และส่งผลบวกมาตั้งแต่ปลายปี 52 ประกอบกับ ททท. มีการทำประชาสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง และขยายผลแคมเปญ “เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก” ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างกระแส ให้คนไทยรับรู้ถึงความสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่มีผลต่อเศรษฐกิจของไทย
      
       สำหรับการท่องเที่ยวของ จ.สุโขทัย และ จ.กำแพงเพชร ในปี 53 นี้ คาดว่าจะเติบโตขึ้นเกือบ 5% และมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยว จำนวนเกือบ 2,000 ล้านบาท โดย จ.สุโขทัย เติบโต 4.90 % มีรายได้ประมาณ 1,322 ล้านบาท ส่วน จ.กำแพงเพชร เติบโต 4.20 % มีรายได้ประมาณ 464 ล้านบาท
      
       อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นว่าควรต้องแก้ไข พัฒนา และปรับปรุง คือ เรื่องของการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ ซึ่งมีหลายจุด ทำให้นักท่องเที่ยวสับสน , เรื่องความสะอาดของห้องน้ำ และตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ , การเดินทางระหว่างแหล่งท่องเที่ยวหลัก-รอง ยังไม่สะดวก เพราะรถประจำทางมีน้อย และป้ายบอกสถานที่ท่องเที่ยวต้องมีการติดตั้งเพิ่ม รวมทั้งควรปรับภูมิทัศน์เส้นทางสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ทั้งสองฝั่งถนน ให้ดูสะอาด สวยงาม มีความเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน
      
       น.ส.จิตติมา กล่าวต่อไปถึงพื้นที่ที่รับผิดชอบ 2 จังหวัด คือ สุโขทัย และกำแพงเพชร ว่าปี 52 ที่ผ่านมา จ.สุโขทัย มีนักท่องเที่ยวพักค้างคืน และนักทัศนาจร รวมประมาณ 700,000 คน ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวเกือบ 1,300 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากคนไทย 879 ล้านบาท และชาวต่างชาติ 380 ล้านบาท โดยกว่าร้อยละ 60 เป็นนักท่องเที่ยวคนไทย ส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพฯ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะมาจากประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน และ ญี่ปุ่น
      
       ทั้งนี้ จ.สุโขทัย มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และมีประเพณีที่รู้จักไปทั่วโลก เช่น งานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ รวมทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่สามารถนำเสนอขาย เป็นสินค้าใหม่ทางการตลาดได้อีก นอกจากนี้ ก็ยังมีเทศกาลงานประเพณีที่น่าสนใจ เช่น เทศกาลพิชิตยอดเขาหลวง , งานกล้วยไม้ “ช้างชนช้าง” ,งานประเพณีสงกรานต์เมืองมรดกโลก , งานบวชช้างหาดเสี้ยว และงานย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทยใส่เงินทองโบราณ ซึ่งถือเป็นจุดขายใหม่ และได้ผลตอบรับดีมาก รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต “เรียนรู้วิถีชีวิตประมงลุ่มน้ำยม และขนมไทยตำหรับดั้งเดิมของชาวกงไกรลาศ” ด้วย
      
       สำหรับงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ที่ผ่านมา ได้มีการฟื้นประเพณีเก่าแก่ขึ้นมาเป็นปีแรก คือ การอาบน้ำเพ็งในคืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างมาก ส่วนงานประเพณีสงกรานต์เมืองมรดกโลก ในปี 2553 นี้ ททท.ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดขึ้นที่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และจะมีการรื้อฟื้นบางประเพณีในอดีต เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศ ดึงดูดนักท่องเที่ยว
      
       น.ส.จิตติมา กล่าวว่า กลยุทธ์การท่องเที่ยวในปีนี้ นอกจากจะมีการเพิ่มกิจกรรมในงานประเพณีหลักๆ แล้ว ก็จะเน้นไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะด้าน เช่น ปั่นจักรยานท่องเที่ยว หรือ คาราวานมอเตอร์ไบค์ ท่องชมเมืองโบราณ สัมผัสวิถีชาวบ้านแบบใกล้ชิด และการท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยง ระหว่างสุโขทัยกับกำแพงเพชร ทริปเดียวเที่ยว 2 จังหวัด รวมทั้งทำแผนส่งเสริมการขายต่อเนื่องที่ประเทศญี่ปุ่น และเยอรมัน
      
       ด้านพระพุทธศาสนา ททท. ได้เสนอขาย Package Tour ไหว้พระ 9 วัด และเส้นทางออมบุญ คือ “เส้นทางสักการะ 9 มงคลเมืองมรดกโลก สุโขทัย” และ “นบพระ 9 มงคล กำแพงเพชร เมืองมรดกโลกริมแม่น้ำปิง” โดยเสนอขายนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ มีผู้สนใจซื้ออย่างต่อเนื่อง ส่วนกิจกรรมการแสดงแสง เสียง มินิไลท์ แอนด์ ซาวน์ เรื่อง “เมืองสุโขทัย” เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่พำนักอยู่ในพื้นที่ ได้กำหนดให้มีการแสดงในทุกวันเสาร์ สัปดาห์แรกของเดือน ตลอดปีนี้
      
       น.ส.จิตติมา กล่าวเสริมว่า เรื่องความสะอาด สะดวก และความปลอดภัย เป็นปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด สำหรับกรณี น.ส.โทโมโกะ คาวาชิตะ นักท่องเที่ยวสาวชาวญี่ปุ่น ที่ถูกฆ่าเสียชีวิต บริเวณวัดสะพานหิน เขตอุทยานฯสุโขทัย เมื่อ 25 พฤศจิกายน 2550 นั้น จ.สุโขทัย ได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงปีแรกๆ
      
       อย่างไรก็ตาม ได้มีการฟื้นภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่น และแสดงความจริงใจต่อการติดตามคดี โดยเพิ่มเงินรางวัลนำจับคนร้าย ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งกำชับนายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ให้ติดตามคดีดังกล่าวต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้มีการประสานความสัมพันธ์ และอำนวยความสะดวกทุกเรื่องให้กับครอบครัว น.ส.โทโมโกะ จึงส่งผลให้ปัจจุบันนี้ ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวดีขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ก็กลับมาท่องเที่ยวสุโขทัยเหมือนเดิม